8 วิธีเลือกซื้อไปป์สำหรับมือใหม่
ใครก็ตามที่กำลังสนใจการสูบไปป์ และรู้สึกมึนงงกับข้อมูลที่มากมาย ไม่รู้ว่าจะริ่มต้นตรงไหน วันนี้ Vapourhouse มี “8 วิธีเลือกซื้อไปป์สำหรับมือใหม่” มาช่วยให้ทุกคนมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น โดยการสูบไปป์นั้นจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ
- อุปกรณ์ที่ใช้สูบ ซึ่งในที่นี้หมายถึง ตัวไปป์ และ อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น ตัวกดยา ฟิลเตอร์ ลวดทำความสะอาด
- ยาเส้นไปป์
- ตัวผู้สูบ ในที่นี้จะหมายถึงทักษะในการสูบ เช่น การบรรจุยาลงในเบ้า การจุดไฟเลี้ยงควัน ดึงควัน การดูแลรักษา รวมไปถึงรสนิยมความชอบส่วนตัว ตั้งแต่กลิ่นรสที่ชอบ ความถนัดในการใช้งาน และไลฟ์สไตล์
สำหรับในบทความนี้ เราจะเน้นไปที่ข้อที่ 1 คือ การเลือกอุปกรณ์สำหรับใช้สูบ และข้อ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ โดยจะไม่ลงรายละเอียดในส่วน “ยาเส้นไปป์” ด้วยข้อจำกัดบางประการ โดยจะนำเสนอ “8 วิธีเลือกซื้อไปป์สำหรับมือใหม่” ในช่วงท้ายของบทความ เพื่อเป็นแนวทาง ประกอบการพิจารณา ทั้งในแง่ ราคา ความคุ้มค่า การดูแลรักษา และสิ่งที่เข้ากับความเป็นตัวเราให้มากที่สุด
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ไปป์” ให้มากขึ้น
ไปป์ (Smoking Pipes) ทุกตัวจะประกอบไปด้วยส่วนสำคัญหลักๆ ดังนี้
- รูปทรงของไปป์
- วัสดุที่ใช้ในการทำไปป์
- วัสดุที่ใช้ในการทำ Stem หรือ Mouthpiece
- รูปแบบพื้นผิว (Finish)
รูปทรงของไปป์
อันที่จริงแล้วไปป์มีรูปทรงหลากหลาย และต่างก็มีชื่อเรียกเฉพาะ เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารในทิศทางที่ตรงกัน ไปป์ของแต่ละโรงงานจะมีรูปแบบที่ต่างกัน อาจจะมากน้อย แล้วแต่การออกแบบของช่าง ซึ่งแต่ละแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ชั้นนำ ที่มีการผลิตเพื่อขายเป็นจำนวนมากๆ จะมีการระบุทรงไปป์เป็นรหัสตัวเลข หรือตัวอักษร เพื่อรักษามาตรฐานให้เป็นแบบเดียวกัน โดยแต่ละแบรนด์จะมีการกำหนดรหัสตัวเลขแบบนี้อย่างอิสระ ไม่สามารถนำรูปทรงที่มีตัวเลขคล้ายกันมาเทียบข้ามแบรนด์ แต่ชื่อเรียกรูปทรงแบบสากล ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ก็คือ รูปทรง (Shape) ในแง่ของกายภาพคร่าวๆ อย่างที่ปรากฏอยู่ในภาพด้านบน ยกตัวอย่างเช่น
ไปป์ทรงแอ๊ปเปิ้ล (Apple) หมายถึง ไปป์ที่มีเบ้ากลมกลึง บริเวณตรงกลาง และค่อยๆเล็กลงเมื่อถึงขอบปากเบ้า คล้ายผลแอ๊ปเปิ้ล
ไปป์ทรงบิลเลียต (Billiard) หมายถึง ไปป์ที่มีคล้ายรูปทรงกระบอก สัดส่วนภายนอกของตัวไปป์มีความเท่ากันตั้งแต่ฐานถึงปลายขอบเบ้า แต่มีความโค้งมนในส่วนฐาน เป็นไปป์ที่ได้รับความนิยม และพบเห็นได้บ่อยที่สุด
ไปป์ทรงดับบลิน (Dublin) ไปป์ที่ส่วนฐานแคบ และค่อยๆ บานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปากเบ้า
ไปป์ทรงพอท (Pot) หรือทรงหม้อ มีความคล้ายกับทรง Billiard แต่ตัดเบ้าให้เตี้ยลงมา
ไปป์ทรงบลูด็อก (Bulldog) ไปป์ที่เบ้าดูใหญ่ หนา มีความกว้างมากที่สุดที่ส่วนบนใกล้กับขอบปากเบ้า และจะมีสัญลักษณ์คือร่องเส้นคู่ ที่บากลึกลงไปในเนื้อไม้
ทรงโปกเกอร์ (Poker) ไปป์ทรงกระบอก ฐานเรียบ สามารถวางตั้งกับพื้นได้ พบเห็นได้บ่อยกับไปป์ข้าวโพด หรือไปป์ทรง Popeye
ทรงเชิชวาเด้น (Churchwarden) ไปป์ด้ามยาว
วัสดุที่ใช้ในการทำไปป์
หลังจากที่เข้าใจเรื่องรูปทรงแล้ว ต่อมาคือเรื่องของวัตถุดิบที่ใช้ทำไปป์ ถ้าเป็นแบรนด์ไปป์ชั้นนำ จะเลือกใช้ไม้บราย (Briar) เป็นหลัก แต่ในระยะหลังเริ่มมีการใช้ไม้ชนิดอื่นมาทดแทน ซึ่งในกรณีนี้จะส่งผลต่อราคาของตัวไปป์ชิ้นนั้นๆ ด้วย
ไม้บราย (Briar) ไม้หลัก ที่ทุกคนยอมรับ ว่าเหมาะสมที่สุดแล้วในการทำไปป์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลวดลายที่สวยงาม และความทนทานต่อความร้อน
ข้าวโพด (Corn Cob) ไปป์ซังข้าวโพด เป็นตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาไปป์ราคาไม่แพงสำหรับเริ่มต้น ข้อดีคือน้ำหนักเบา สูบแห้ง แต่มีระยะเวลาใช้งานสั้นกว่าไปป์ไม้บรายค่อนข้างมาก
เมียร์ชอม (Meerschaum) หรือไปป์เมอเชิ่ม มีลักษณ์เป็นดินขาว หรือแร่หินสีขาว ที่นิยมนำมาแกะสลักเป็นรูปร่างต่างๆ มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ดี แต่สีจะเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้นๆ เรื่อยๆ หลังจากการใช้งาน เนื่องจากมีการดูดซับของเหลวที่ออกมาจากยาเส้นไปป์ ค่อนข้างบอบบาง แตกหักง่าย
วัสดุอื่นๆ เช่น ไม้ Morta Rosewood Beechwood Pearwood Olivewood เป็นไม้ทางเลือก ที่โรงงานไปป์แต่ละแห่งเริ่มหันมาผลิตมากขึ้น เนื่องจากปัญหาขาดแคลนไม้บราย
วัสดุที่ใช้ในการทำ Stem หรือ Mouthpiece
ส่วนประกอบสำคัญของไปป์ นอกจากเบ้า (Bowl) ที่บรรจุยาเส้นไปป์แล้ว ยังมีส่วนหลัง ก็คือส่วนก้าน หรือด้ามไปป์ ที่จะสำผัสของปากของผู้สูบโดยตรง ส่วนนี้มักจะเป็นลูกเล่น ที่แบรนด์ไปป์นำมาใช้เพื่อสร้างความแตกต่าง ดึงดูดใจผู้ซื้อ โดยเฉพาะการใช้สีสัน ลวดลาย และวงแหวนตกแต่ง อย่างไรก็ตามวัตถุดิบหลักๆ ที่ใช้ผลิตก็มักจะมี 3 อย่างดังนี้
- วัสดุกลุ่มอะคริลิค (Acrylic)
หรือที่บางครั้งเรียกว่า Lucite เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับไปป์สมัยใหม่
คุณสมบัติเด่น:
ไม่เกิดออกซิเดชัน: เป็นข้อดีที่สุดคือ สีไม่ซีดจาง ไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียว และไม่มีรสขม คงความเงางามได้ยาวนานโดยไม่ต้องดูแลมาก
ความหลากหลายของสี: สามารถทำได้หลายสี หลายลวดลาย ทั้งแบบโปร่งแสงและทึบแสง
ความแข็งแรง: ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดีกว่า
ข้อเสีย:
ความแข็ง: จะรู้สึกแข็งกว่าเมื่อคาบไว้ในปาก บางคนอาจรู้สึกไม่สบายฟันเท่ากับการคาบยางแข็ง
การดัด: ดัดโค้งได้ยากกว่ายางแข็ง
- วัสดุกลุ่มยางแข็ง (Vulcanite หรือ Ebonite)
นี่คือวัสดุดั้งเดิมที่ใช้ทำปากคาบไปป์มาอย่างยาวนาน ทำมาจากยางธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการทำให้แข็งตัวด้วยกำมะถัน
คุณสมบัติเด่น:
ความนุ่ม: มีความหยืดหยุ่นเล็กน้อย ทำให้รู้สึกนุ่มกว่าเมื่อคาบไว้ในปาก สบายฟันมากกว่า
สีดั้งเดิม: โดยทั่วไปจะมีสีดำสนิท ดูคลาสสิก
ง่ายต่อการดัด: สามารถทำให้ร้อนและดัดโค้งได้ง่ายกว่า
ข้อเสีย:
การเกิดออกซิเดชัน (Oxidation): เมื่อโดนแสงแดดและความชื้นเป็นเวลานาน ผิวจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือเหลืองซีด และมีรสขม ต้องหมั่นขัดทำความสะอาดและดูแลรักษาเป็นพิเศษ
รอยขีดข่วน: เป็นรอยง่ายกว่าอะคริลิค
- เขาสัตว์ (Horn)
เป็นวัสดุที่นิยมใช้ในยุคแรกๆ ของการผลิตไปป์ ในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย จุดเด่นคือความสวยงามตามธรรมชาติ ไม่แข็ง แต่มีความทนทาน ไม่เปลี่ยนสี ส่วนใหญ่จะเป็นเขาควาย หรือสัตว์ที่มีมากในพื้นที่นั้นๆ
วัสดุอื่นๆ
ปัจจุบันมีวัสดุทางเลือกอื่นๆ ที่นำมาทำส่วน Stem หรือ Mouthpiece ค่อนข้างหลากหลาย ที่พบเห็นได้บ่อยอีกอย่างคือ Amber ที่มีลักษณะเป็นสีเหลืองอำพัน ซึ่งได้จากฟอสซิล ของยางไม้ หรือ Cumberland ที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ Vulcanite/Ebonite แต่มีสีน้ำตาลแดง แทรกอยู่ในเนื้อยาง ดูสวยงามแปลกตา รวมถึงบางแบรนด์ที่มีการผสมผสานยางแข็ง Vulcanite รวมกับอะคริลิค จนทำให้ส่วน Mouthpiece มีสีสันและลวดลายที่แปลกตา
รูปแบบพื้นผิว (Finish)
สิ่งที่ทำให้ไปป์แต่ละตัวมีความแตกต่าง นอกเหนือจากรูปทรง วัสดุที่ใช้ทำแล้ว ยังมีเรื่องของ “รูปแบบพื้นผิว” หรือ “ผิวสัมผัส” (Finish) ที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่หมายถึงความรู้สึกเมื่อได้ถือ และบางครั้งยังมีผลกับราคาถูกแพงของไปป์ในรุ่นเดียวกันด้วย
ไปป์เนื้อเรียบ (Smooth)
ไปป์ที่มีการขัดเนื้อไม้จนได้ผิวที่เรียบเนียนเสมอกัน จับแล้วลื่นมือ ถ้าเป็นไปป์ที่มีการลงสีโทนอ่อน จะสามารถมองเห็นลวดลายของไม้ได้ชัดเจน โดยทั่วไป จะมีการลงสี 2 เฉด เพื่อเน้นให้ลายไม้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น ไปป์เนื้อ Smooth แบบนี้ สามารถมีเนื้อมันขัดเงา (Polish) หรือ เป็นแบบเรียบสีด้าน (Matte) ก็ได้ บางครั้งก็จะเห็นใรรูปแบบของเนื้อ Smooth แบบที่ทาสีเคลือบปิด มองไม่เห็นลายไม้เลยก็มีเช่นกัน
ไปป์เนื้อพ่นทราย (Sandblasted)
ไปป์ที่ใช้วิธีพ่นทราย ผิวหยาบ มี Texture ในตัวเอง ถึงจะมองเห็นลายไม้ไม่ชัดเจนเหมือนกับแบบ Smooth แต่ก็สามารถสัมผัสลักษณะการเรียงตัวของเส้นลายไม้ได้เช่นกัน ไปป์เนื้อ Sandblasted สามารถระบายความร้อนได้ดี จับอยู่มือ และดูแลรักษาง่าย ถ้าเทียบราคาในรุ่นเดียวกันมักจะถูกกว่าแบบ Smooth
ไปป์เนื้อหยาบ (Rusticated)
อันที่จริงไปป์ที่มีเนื้อหยาบ หรือ ที่ไม่ใช่แบบ Smooth ของแต่ละโรงงานจะมีความแตกต่างกัน ส่วนใหญ่แล้วถ้าขึ้นชื่อว่าเนื้อ Rusticated จะเป็นไม้ที่เนื้อขรุขระอย่างเห็นได้ชัด ในระดับที่มากกว่า Sandblasted และไม่ได้สนใจเรื่องการโชว์เส้นลายไม้ ไม้ที่นำมาทำรุ่น Rusticated มักจะเป็นไม้ที่มีจุดตำหนิ เส้นลายไม่สวย แต่มีคุณภาพดี ดังนั้นถ้าเทียบกับไปปรุ่นเดียวกัน ไปป์เนื้อ Rusticated แบบนี้จะมีราคาถูกที่สุด
ไปป์แกะสลัก (Carved)
ส่วนใหญ่ไปป์ที่นำมาแกะสลักจะเป็นไปป์ที่ทำจาก Meerschaum หรือแร่หินสีขาว นิยมแกะเป็นรูปสลัก หน้าคน หรือรูปสัตว์ ถ้าเป็นไม้ Briar บางแบรนด์อาจแกะเป็นลวดลาย โลโก้ โดยใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในรูปแบบ Custom ก็ได้เช่นกัน
8 วิธีเลือกซื้อไปป์สำหรับมือใหม่
หลังจากที่เราเรียนรู้เรื่อง “รูปทรงของไปป์” “วัสดุที่ใช้ในการทำไปป์” “วัสดุที่ใช้ในการทำ Stem หรือ Mouthpiece” และ “รูปแบบพื้นผิว (Finish)” เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปคือการเลือกให้เข้ากับความต้องการของเรา ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยม และความชอบส่วนตัว ไปป์ที่คนอื่นมองว่าสวย อาจไม่ใช่สำหรับเรา สำหรับเรื่องนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “คุยกับตัวเองให้แน่ใจ” ว่าที่ต้องการซื้อไปป์นั้น เป็นเพราะอะไร คนที่ซื้อไปป์เพราะอยากสูบไปป์ มักจะให้ความสำคัญกับขั้นตอน หรือกระบวนการใช้งานจริงเป็นหลัก จากนั้นค่อยพิจารณาเรื่องอื่นๆ เป็นลำดับต่อไป เช่น ราคาที่ตั้งเป้าเอาไว้ในใจ หรือความสวยงาม ในทางกลับกันคนที่ต้องการซื้อเพื่อทดลอง แบบยังไม่มั่นใจว่าจะชอบหรือไม่ อาจมองเรื่องราคาถูกแพง เป็นตัวตั้งต้น ส่วนคนที่มองหาไปป์เพื่อเป็นของขวัญ หรือของสะสม มักจะมองหาไปป์ที่มีความสวยงามโดดเด่น เรื่องราวของไปป์ตัวนั้นๆ และความพิเศษที่ไปป์ส่วนใหญ่ไม่มี เป็นต้น
- เลือกจากความประทับใจเมื่อแรกเห็น
ถ้าเป้าหมายคือต้องการสูบ สิ่งแรกเลยคือเลือกตัวที่เรารู้สึกถูกชะตา ไม่ว่าจะเพราะรูปทรง ขนาดเข้ามือ สีที่ดูสวย หรือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ทั้งหมดนี้ทำให้เรารู้สึกอยากหยิบมันขึ้นมาใช้ หลายคนที่มาซื้อไปป์พร้อมกับเพื่อน มักจะเจอกับปัญหานี้ โดยเฉพาะเมื่อคำแนะนำของอีกฝ่าย ค้านกับความรู้สึกในใจตัวเอง ทั้งนี้การรับฟังเหตุผลและข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์ หรือคนรอบข้างก็มีประโยชน์ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องถามใจตัวเอง ว่าถ้าได้ไปป์ตัวนั้นขึ้นมาจริงๆ แล้วเรายังอยากจะสูบมันรึเปล่า
- เลือกจากปริมาณในการสูบ
มือใหม่หลายคนกังวลเรื่องขั้นตอนการสูบ โดยเฉพาะการบรรจุยาเส้นลงในไปป์ การจุดไฟ เลี้ยงไฟ ระยะเวลาในการสูบแต่ละครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ เลยก็คือ ขนาดภายในของเบ้าไปป์ ในที่นี้จะหมายถึงส่วนที่ใช้บรรจุยา (Chamber Size) ไม่ใช่ความใหญ่ด้านนอกเพียงอย่างเดียว โดยจะต้องดูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง และความลึก ควบคู่กัน แต่ไปป์ส่วนใหญ่ ก็จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ไม่แตกต่างกันมาก ในที่นี้ก็สามารถประมาณความลึก ได้คร่าวๆ จากการมองด้วยสายตา หรือจะสอบถามกับพนักงานขาย เพื่อให้วัดขนาดจริงก็ได้เช่นกัน
- เลือกจากขนาด
มีเพียงคนที่สูบเท่านั้นที่จะรู้ได้ถึงความต้องการของตัวเองได้ดีที่สุด ส่วนใหญ่แล้วคนซื้อไปป์ก็มักจินตนาการถึงเวลา และสถานการณ์ที่ตัวเองจะสูบไปป์ล่วงหน้าไปก่อนแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้ซื้อ ดังนั้นขนาดของไปป์ที่เลือกก็ควรเหมาะกับช่วงเวลาและสถานที่ เช่น ต้องการสูบอยู่บ้านช่วงเวลาพักผ่อนยาวๆ ทั้งวัน กรณีนี้ก็สามารถเลือกไปป์ที่จับเหมาะมือ เบ้าใหญ่หน่อย พอที่จะใส่ยาเส้นสูบได้เรื่อยๆ แต่ถ้ามีเวลาในการสูบไม่มาก หรือกะพกติดตัวออกไปนอกบ้าน ส่วนใหญ่ก็มักเลือกตัวที่มีขนาดเล็กลงมา เป็นต้น
- เลือกจากงบประมาณที่ตั้งไว้
การตั้งงบประมาณไว้ก่อน จะช่วยให้เลือกซื้อไปป์ได้เร็วขึ้น ลูกค้าหลายคนที่เข้ามาซื้อไปป์ มักตั้งงบประมาณเอาไว้ในใจแล้ว ซึ่งราคาเริ่มต้นของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ ไปป์ราคาถูกในนิยามของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน เป็นต้นว่า มือใหม่ที่ยังไม่เคยสูบไปป์มาก่อน อาจมองเทียบที่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว ในขณะที่บางคนอาจประเมินความคุ้มค่า คุ้มราคา โดยประมาณจากอายุการใช้งาน และประสิทธิภาพเทียบกับราคาที่ต้องจ่าย แต่สำหรับคนที่ซื้อเป็นของขวัญ ของสะสมอาจมองในแง่ของความหรูหรา และเรื่องราวของไปป์ตัวนั้นๆ เป็นหลัก
5. เลือกจากแรงบันดาลใจในการสูบ
นักสูบไม่น้อยที่สูบไปป์เพราะได้แรงบันดาลใจจากบางสิ่ง เช่น การได้ดูภาพยนตร์ที่มีตัวละครสูบไปป์แล้วประทับใจ หรือการได้เห็นใครสูบแล้วรู้สึกอยากลองดูบ้าง คนที่มาซื้อไปป์ด้วยสาเหตุนี้มักมี “ภาพในหัว” การบรรยายถึงลักษณะไปป์ที่อยู่ในจินตนาการออกมา ให้กับพนักงานได้รับรู้ ก็ช่วยให้เลือกไปป์ตามความตองการง่ายขึ้น เชน ต้องการไปป์ที่มีความยาวมากๆ เหมือนในเรื่อง Lord of The Rings หรืออยากได้ไปป์แบบนักสืบ เชอร์ล็อค โฮมส์ ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็ต้องคุยกันอีกยาว เพราะนิยายเรื่องนี้ถูกทำออกมาทั้งในรูปแบบของหนัง และซีรี่ย์ รวมถึงมีภาพประกอบ การตูน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละเวอร์ชั่น ก็ออกแบบมาให้ Sherlock Holmes ใช้ไปป์คนละแบบ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นไปป์ที่มีความโค้งเยอะๆ เบ้าใหญ่ หนา แบบ Calabash ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นทรงที่ยากเกินไปหน่อยสำหรับนักสูบมือใหม่
6. เลือกจากรุ่นที่ขายดี
คำว่ารุ่นที่ขายดีในที่นี้แบ่งออกเป็น “รูปทรง” กับ “ซีรี่ย์” ในด้านรูปทรงนั้น แบบที่ขายดี ขายง่าย ขายเร็ว ก็คงหนีไม่พ้นทรง Billiard กับทรง Apple ที่มองดูสวยงาม ได้สัดส่วน ถือเข้ามือ มีขนาดเบ้ากลางๆ ไม่ใหญ่ไป เบ้าด้านในไม่ลึก ใช้งานได้สะดวก ดูแลรักษาง่าย เป็นไปป์พิมพ์นิยม แต่ถ้าเป็น “ซีรี่ย์” หรือ “คอลเลคชั่น” ที่ขายดี จะมีความเกี่ยวข้องกับระดับราคา และดีไซน์ เช่น ไปป์ Set สำหรับผู้เริ่มต้น Molina Starter Set ที่ขายดีเพราะคุ้มค่า คุ้มราคา ออกแบบสำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ หรือ Peterson System Pipe ซีรี่ย์ที่ได้รับการยอมรับจากนักสูบทั่วโลก เรื่องการออกแบบเพื่อแก้ปัญหายอดฮิตจากการสูบไปป์ เป็นต้น ทั้งนี้สามารถสอบถาม และขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้กับพนักงานหน้าร้าน
7. เลือกจากความโค้งหรือตรง
ไปป์โค้ง กับ ไปป์ตรง ไม่เพียงแตกต่างกันด้านภาพลักษณ์ภายนอก แต่มีผลกับการถือสูบ การคาบ รวมถึงการดูแลรักษาด้วย จากการสอบถามความเห็นของลูกค้าที่ซื้อไปป์ คนที่เลือกไปป์จากความโค้ง หรือตรง จะมองว่าภาพลักษณ์ของไปป์ตรงให้ความรู้สึกทันสมัย ดูคล่องแคล่ว มีความเป็นวัยรุ่น ในขณะที่ไปป์โค้ง ให้ความรู้สึกแบบวินเทจ คลาสสิค ย้อนยุค และคนที่ติดคาบไปป์คาไว้ที่ปาก ก็มีแนวโน้มที่จะชอบไปป์โค้งเช่นกัน เพราะความโค้งนี้ช่วยถ่วงน้ำหนัก ให้เกิดความสมดุล (Balance) และควบคุมได้ง่ายกว่า ในแง่ของความนิยม และยอดขาย ไปป์โค้งมีผลตอบรับที่ดีกว่า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นความโค้งในระดับกลางๆ หรือ Half Bent เนื่องจากเข้ากับองศาการสูบพอดี ส่วนไปป์ตรงนั้นมีข้อดีคือ ทำความสะอาดง่าย ลวดทำความสะอาดสามารถเข้าถึงจนสุดปลาย ต่างกับไปป์โค้งที่โอกาสในการเกิดความชื้นและเศษยาสะสมมีมากกว่า
8. เลือกจากชุดเริ่มต้น Starter Set
ไปป์ชุดเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ ส่วนมากแล้วจะมาพร้อมอุปกรณ์การสูบครบชุด เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจ ไปป์ที่อยู่ในชุดก็มักจะเป็นรูปทรงยอดนิยม เช่น ทรงบิลเลียต ทั้งแบบโค้ง และแบบตรง และมีอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ตัวกดยาเส้น Pipe Tools 3 in 1 ลวดทำความสะอาดไปป์ รุ่นที่ต้องใช้ฟิลเตอร์ก็อาจจะมีฟิลเตอร์อยู่ในชุดด้วย รวมไปถึงอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละแบรนด์
การสูบไปป์ถือเป็นงานอดิเรก หรือกิจกรรมยามว่าง ที่ช่วยให้ผู้สูบได้ผ่อนคลาย บทความวิธีการเลือกซื้อไปป์สำหรับมือใหม่ข้างต้น ที่ดูละเอียดและยืดยาว เป็นแค่ข้อมูลเพื่อให้เข้าใจภาพรวมได้ง่ายขึ้น แต่วิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง จากนั้นค่อยมาหาวิธีปรับแก้ เมื่อเกิดปัญหาระหว่างสูบ จนในที่สุดค้นพบวิธีการที่เป็นเทคนิคเฉพาะของตัวเอง หรือถ้าใครที่อ่านบทความแล้วยังจินตนาการไม่ออก ก็สามารถมาดูสินค้าจริง พร้อมพูดคุยปรึกษากับพนักงาน ของ Vapourhouse เพื่อช่วยเลือกไปป์ก็ได้เช่นกัน